ภัยอันตรายจากสารอินทรีย์ไอระเหย (Volatile Organic Compounds)

และ การจัดการกับสารประกอบอินทรีย์ระเหยที่เป็นตัวทำละลาย

รวบรวมข้อมูลโดย   ทีมติดตามตรวจสอบฯ บริเวณพื้นที่มาบตาพุด 

นายทรงวุฒิ  ศรีสว่าง  นายนพพร  จรุงเกียรติ  นางสาวศรินญา  ภู่ผาจิตต์

 

สารประกอบอินทรีย์ระเหย(Volatile Organic Compounds : VOCs) ซึ่งมีอันตรายต่อมนุษย์และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย มีผลต่อชั้นโอโซนของโลก เมื่อโอโซน(O3) อยู่ในบรรยากาศชั้นสูงโอโซนทำหน้าที่กรองแสงอุลตราไวโอเลตคลื่นสั้นที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตไม่ให้ตกสู่พื้นโลก  แต่เมื่อโอโซนอยู่ในบรรยากาศชั้นใกล้โลกกลับเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต กล่าวคือ O3   สามารถทำให้เกิดอันตรายเฉียบพลันต่อสุขภาพ  ทำให้เจ็บไข้ ไม่สบาย เกิดอาการเจ็บคอ หายใจไม่สะดวก เกิดการระคายเคืองต่อสายตา  แก้วตา  จมูก  คอ  ทรวงอก หรือมีอาการไอ ปวดศีรษะ เป็นต้น  ถ้าได้รับเป็นเวลานานเนื้อเยื่อปอดจะถูกทำลายอย่างถาวรและมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์       นอกจากนี้โอโซนยังเป็นตัวออกซิไดส์อย่างแรง ทำให้สิ่งก่อสร้างชำรุด เป็นตัวฟอกสี และทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำอีกด้วย สารประกอบอินทรีย์ระเหยจะมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก และมีไฮโดรเจน, ออกซิเจน, ฟลูออไรด์, คลอไรด์, โบรไมด์, ซัลเฟอร์ หรือไนโตรเจน ประกอบกันเป็นพว

อะลิฟาติก(Aliphatic) หรืออะโรเมติก(Aromatic)  รวมถึงกลุ่มคาร์บอนิล(อัลดีไฮด์  คีโตน)และกลุ่มอัลกอฮอล์  มีความดันไอมากกว่า 0.14 มม.ปรอทที่ 25 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปจะเป็น     สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีจำนวนคาร์บอน 2 ถึง 12 อะตอม  ระเหยกลายเป็นไอหรือก๊าซได้ง่ายที่อุณหภูมิห้องมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดี  สารประกอบอินทรีย์ระเหย หรือVOCs ในบรรยากาศ   จัดเป็นอากาศพิษ (Toxic Air) จึงต้องมีการควบคุม ดูแลอย่างเคร่งครัดเมื่อมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ VOCs  ตัวอย่างของ ตัวทำละลายที่จัดเป็นสารประกอบอินทรีย์ระเหย  เช่น เบนซีน ไซลีน โทลูอีน    สไตรีน ฟอร์มัลดีไฮด์ เปอร์คลอโรเอทธิลีน Rubber Solvent และ White Spirit  เป็นต้น ในกระบวนการผลิตตัวทำละลาย ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นระบบปิดทั้งหมด  กล่าวคือ เป็นหอกลั่น การส่งสารละลายและวัตถุดิบผ่านในแต่ละขั้นตอน ใช้ระบบท่อและวาล์วทั้งหมด ในขั้นตอนการผลิตจึงไม่มีไอระเหยของ VOCs ที่ก่อให้เกิดอันตรายเล็ดลอดออกสู่บรรยากาศได้

สรุปอย่างง่ายได้ว่าสารอินทรีย์ไอระเหย (Volatile Organic Compounds, VOCs) คือ กลุ่ม       สารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยเป็นไอกระจายตัวไปในอากาศ ได้ในที่อุณหภูมิและความดันปกติ โมเลกุลส่วนใหญ่ประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจน อาจมีออกซิเจนหรือ คลอรีนร่วมด้วย สามารถระเหยเป็นไอได้ที่อุณหภูมิห้อง ในชีวิตประจำวันเราได้รับ VOCs จากผลิตภัณฑ์หลายอย่าง เช่น สีทาบ้าน, ควันบุหรี่, น้ำยาฟอกสี, สารตัวทำละลายในพิมพ์, จากอู่พ่นสีรถยนต์, โรงงานอุตสาหกรรม, น้ำยาซักแห้ง, น้ำยาสำหรับย้อมผมและน้ำยาดัดผม, สารฆ่าแมลง, สารที่เกิดจากเผาไหม้ และปะปนในอากาศ น้ำดื่ม เครื่องดื่ม อาหาร สารอินทรีย์ ไอระเหยที่สะสมไว้มากนาน ๆ จะมีผลกระทบทางชีวภาพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เราแบ่ง VOCs ออกตามลักษณะของโมเลกุล เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1.Non-chlorinated Vocs หรือ Non-halognated hydrocarbonsได้แก่ กลุ่มไฮโดรคาร์บอนระเหยที่ไม่มีธาตุคลอรีนในโมเลกุล ประกอบด้วย aliphatic hydrocarbons (เช่น fuel oils, ก๊าซโซลีน(gasoline) ,hexane ,idustrial solvents, ในอุตสาหกรรม alcohols, aldehydes, ketone,hexane) และกลุ่มสาร aromatic hydrocarbons (เช่นสารตัวทำละลาย - toluene, benzene, ethylbenzene, xylenes, styrene, phenol) สาร VOCs กลุ่มนี้มาจากสิ่งแวดล้อม การเผาไหม้กองขยะ พลาสติก วัสดุ สารตัวทำละลาย สีทาวัสดุ เป็นต้น มีผลเสียต่อสุขภาพ ดังนี้ พนักงานดับเพลิง คนงานเผาขยะ คนเผาถ่าน มักป่วยด้วยโรค  ทางเดินลมหายใจบ่อยเพราะได้รับ VOCs ประมาณ 144 ชนิด เป็นประจำจากควันไฟและเชื้อเพลิง ในรูปของ benzene, toluene, naphthalene propene, และ 1,3-butadiene, styene และ alkyl-substituted benzene compounds อื่นๆ  xylenes, 1-butene/2-methylpropene, propane, 2-methylbutane, ethylbenzene, naphthalene, isopropylbenzene รวมกันในปริมาตรสูงถึง 76.8 %ของ VOCs ทั้งหมดที่วัดได้

2. chlorinated Vocs หรือ halognated hydrocarbons ได้แก่ กลุ่มไฮโดรคาร์บอนระเหยที่มีธาตุคลอรีนในโมเลกุล ได้แก่ สารเคมีที่สังเคราะห์ใช้ในอุตสาหกรรมสาร chlorinated VOCs นี้มีความเป็นพิษมากกว่าและเสถียรตัวในสิ่งแวดล้อมมากกว่าสารกลุ่มแรก (non-chlorinated VOCs) เพราะมีโครงสร้างที่มีพันธะระหว่างคาร์บอนและธาตุกลุ่มฮาโลเจนที่ทนทานมาก ยากต่อการสลายตัวในธรรมชาติ ทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือโดยทางวิธีเคมีทั่วไป มีความคงตัวสูงและสะสมได้นาน สลายตัวทาง    ชีวภาพได้ยาก รบกวนการทำงานของสารพันธุกรรม หรือ ยับยั้งปฎิกริยาชีวเคมีในเซลล์ และมีฤทธิ์ในการก่อมะเร็ง หรือกระตุ้นการเกิดมะเร็งได้

 

 ตัวอย่างของสาร VOC

ตัวอย่างสารอินทรีย์ ไอระเหยได้ ชนิด halogenated VOCs แสดงไว้ในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ตัวอย่างของ halogenated hydrocarbons ที่พบได้ในสิ่งแวดล้อม

1,1,1,2-Tetrachloroethane

Bromofor

Glycerol trichlorohydrin

1,1,1-Trichloroethane

Bromomethane

Hexachlorobutadiene

1,1,2,2-Tetrachloroethane

Carbon tetrachloride

Hexachlorocyclopentadiene

1,1,2-Tetrachloroethane

Chlorodibromomethane

Hexachloroethane

1,1-Dichloroethane

Chloroethane

Methylene chloride

1,1-Dichloroethylene

Chloroform

Neoprene

1,2,2-Trifluoroethane (Freon 113)

Chloromethane

Pentachloroethane

1,2-Dichloroethane

Chloropropane

Perchloroethylene

1,2-Dichloropropane

Cis-1,2-dichloroethylene

Propylene dichloride

1,2-Trans-dichloroethylene

Cis-1,3-dichloropropene

Trichlorotrifluoroethane

1,3-cis-dichlor-1-propene

Dibromchloropropane

Monochlorobenzene

1,3-trans- dichlorpropene

Dibromomethane

Tetrachloroethylene (Perchloroethylene) (PCE)

1-chloro-2-propene

Dichlorobromomethane

Trichloroethylene (TCE)

2-butylene dichloride

Dichloromethane(DCM)

Vinyl chloride

Acetylene tetrachloride

Ethylene dibromide

Vinyl trichloride

Bromodichloromethane

Fluorotrichloromethane (Freon 11)

Vinylidene chloride

 

การจัดการกับสารประกอบอินทรีย์ระเหยที่เป็นตัวทำละลายในโรงงาน

ในส่วนขั้นตอนการจัดเก็บในถังหรือแท๊งค์ จะมีการสูญเสียตัวทำละลายเหล่านี้  เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้เกิดการระเหยกลายเป็นไอออกสู่บรรยากาศ  ลักษณะของถังเก็บหรือแท๊งค์  แบ่งเป็นประเภทได้ ดังนี้

                1.  Fixed Roof Tank  เป็นถังหลังคาธรรมดา  มีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีหลังคายึดติดกับถังก่อสร้าง  โดยการเชื่อมติดตลอดทั้งถัง  หลังคาอาจเป็นรูปกรวย รูปโดมหรือแผ่นราบ  โดยจะมีท่อระบายความดันหรือระบายไอระเหย  เพื่อป้องกันความเสียหายจากความดันภายในถัง

                2.  Internal Floating Roof Tank  เป็นถังรูปทรงกระบอก ภายในถังมีหลังคาลอยและมีหลังคาธรรมดาปกคลุมด้านบนของถังอีกชั้นหนึ่ง ถังชนิดนี้มี  2  ชนิด  คือ ถังที่ภายในมีเสาค้ำ หลังคาธรรมดา และถังที่ภายในไม่มีเสาค้ำ

                3.  External Floating Roof Tank  :  รูปทรงของถังเหมือน Internal Floating Roof Tank  แต่ไม่มีหลังคาธรรมดาปกคลุมบนหลังคาลอย

 

ประเภทของการสูญเสียจากการระเหยของตัวทำละลาย

                1.  การสูญเสียจากการจัดเก็บ (Standing Storage Loss หรือ  Breathing Loss  คือ การสูญเสียของไอระเหย  เนื่องจากการขยายตัวและการหดตัวของส่วนผสมของอากาศและไอ เนื่องมาจากการ  ถ่ายเทความร้อนผ่านถัง  กล่าวคือ เมื่อถังและตัวทำละลายภายในถังได้รับความร้อนจากบรรยากาศภายนอก ตัวทำละลายซึ่งเป็นของเหลวจะขยายตัวได้ดีกว่าผิวถัง ตัวทำละลายที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นนี้จะแทนที่ไอระเหยของตัวทำละลายที่มีอยู่ภายในถัง ทำให้ไอระเหยดังกล่าวฟุ้งกระจายออกสู่บรรยากาศหรือ    สิ่งแวดล้อมภายนอก

                2.  การสูยเสียจากการขนถ่าย (Working Loss)  เป็นการสูญเสียเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระดับของตัวทำละลายในถัง  การสูญเสียประเภทนี้ เป็นการสูญเสียในระหว่างการเติมตัวทำละลายเข้าถัง  เนื่องจากระดับที่เพิ่มขึ้นของตัวทำละลายจะไปแทนที่ไอระเหยของตัวทำละลายที่มีอยู่ภายในถัง ทำให้ไอระเหยดังกล่าวฟุ้งกระจายออกสู่บรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก

 

                                ตัวแปรสำคัญที่เป็นปัจจัยในการระเหยของตัวทำละลาย   ได้แก่

-          ชนิดของตัวทำละลาย

-          ความดันไอและอุณหภูมิของตัวทำละลาย

-          ความหนาแน่นของตัวทำละลายและไอของตัวทำละลาย

-          น้ำหนักโมเลกุลและมวลของไอตัวทำละลาย

-          ปริมาตรส่วนผสมของไอตัวทำละลายและอากาศ ปริมาตรของไอตัวทำละลายในถัง

 

การสูญเสียดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสูญเสียผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปขายได้แล้ว และยังเป็นการสูญเสียที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศอีกด้วย  เพราะตัวทำละลายเหล่านี้ ล้วนเป็นสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds : VOCs)  แทบทั้งสิ้น  ไอระเหยที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับออกไซด์ของไนโตรเจนในบรรยากาศโดยมีความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้เกิดก๊าซโอโซน (O3) หรือที่เรียกว่า Photochemical Smog นั่นเอง ในปัจจุบันก๊าซโอโซนเป็นสารมลพิษ  ทางอากาศที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม รองจากฝุ่นละออง

 

ขั้นตอนที่ต้องจัดการควบคุม

1. การควบคุมไอระเหยของตัวทำละลายที่โรงงานผลิต

การควบคุมไอระเหยของตัวทำละลายที่โรงงานผลิตเป็นการควบคุมการแพร่กระจายของ      ไอระเหยออกสู่บรรยากาศ ในขณะบรรจุตัวทำละลายจากสายการผลิตลงสู่ถังเก็บของโรงงาน โดยการเก็บไอระเหยของตัวทำละลายจากถังเก็บขณะที่ทำการบรรจุ และต้องนำไปผ่านกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ (Vapor Recovery) โดยไม่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก

2. การควบคุมไอระเหยของตัวทำละลายขณะบรรจุตัวทำละลายสู่ถังเก็บของลูกค้า

การควบคุมในขั้นตอนนี้เป็นการควบคุมการแพร่กระจายของไอระเหยของตัวทำละลายไปสู่บรรยากาศในขณะถ่ายเทตัวทำละลายจากรถขนส่งลงสู่ถังเก็บของลูกค้า  โดยการเก็บไอระเหยที่สะสมในถังเก็บผ่านระบบท่อเข้าสู่ถังขนส่งของรถขนส่ง นำกลับไปยังโรงงานผู้ผลิต เพื่อเข้าสู่ระบบการนำกลับมาใช้ใหม่ หรืออาจกำจัดทิ้งอย่างถูกต้องต่อไป

3. การควบคุมไอระเหยของตัวทำละลายที่รถขนส่ง

รถขนส่ง เป็นตัวกลางที่นำตัวทำละลายจากโรงงานผลิตส่งไปยังสถานประกอบกิจการหรือ โรงงานของลูกค้าที่นำตัวทำละลายนั้นไปใช้ ในขณะเดียวกันต้องนำไอระเหยของตัวทำละลายจากโรงงานลูกค้ากลับมายังโรงงานผู้ผลิต ปัจจุบันการถ่ายเทตัวทำละลายของรถขนส่งเป็นแบบ Top Loading   ซึ่งต้องเปิดช่องคนลง (Man hole)  ด้านบน แล้วจึงเติมตัวทำละลาย ทำให้ไอระเหยทั้งหมดที่อยู่ในถังของรถขนส่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเติม ฟุ้งกระจายออกสู่บรรยากาศ ในการควบคุมไอระเหยจึงควรใช้ระบบเติมตัวทำละลายจากด้านล่าง (Bottom Loading)  พร้อมติดตั้งระบบควบคุมไอระเหยเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

ระบบควบคุมไอระเหยของตัวทำละลายขณะถ่ายเทใส่รถบรรทุก (Tank Truck)  หลักการที่สำคัญ

1.รถบรรทุกจะรับตัวทำละลายทางด้านล่าง (Bottom Loading)

2.ไอระเหยภายในรถจะเข้าสู่ระบบ Vapor Recovery  ผ่านกระบวนการแยกอากาศและไอระเหยของตัวทำละลาย  โดยอากาศจะระบายทิ้งสู่บรรยากาศ  ส่วนไอระเหยของตัวทำละลายจะถูกทำให้เป็นของเหลว แล้วสูบกลับสู่แท๊งค์หรือถังเก็บ

 

ระบบการนำไอระเหยกลับมาใช้ใหม่ (Vapor Recovery)

                ระบบการนำไอระเหยกลับมาใช้ใหม่  หมายถึง ระบบที่นำไอระเหยของตัวทำละลาย ซึ่งเป็นสารพวกไฮโดรคาร์บอน(Hydrocarbon)  จากการจ่าย การบรรจุ หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไอระเหยของตัวทำละลายออกสู่ภายนอก  เพื่อคุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อมที่ดี

                ระบบการนำไอระเหยกลับมาใช้ใหม่นั้น มีหลายวิธี  เช่น  กระบวนการดูดซับและ               การควบแน่น  (Adsorption-Condensation)  กระบวนการดูดซับและดูดซึม (Absorption-Absorption)  กระบวนการดูดซึม 2 ชั้น (Absorption – Absorption)  กระบวนการแพร่โดยผ่านตัวกลางและดูดซึม (Membrane-Absorption)   เป็นต้น  ซึ่งทุกวิธีโดยหลักการจะเป็นการรวบรวมเฉพาะไอระเหยของไฮโดรคาร์บอน อาจด้วยวิธีดูดซับ (การติดบนผิวบาง ๆ ที่ผิวนอกของ Solid body ) หรือการดูดซึม (การดูดเข้าไปข้างในของแผ่นดูดซึม) อากาศจะผ่านออกไป จากนั้นจะแยกไอระเหยของไฮโดรคาร์บอนออก

จากตัวดูดซับหรือตัวดูดซึมนั้น  โดยการควบคุมความดันหรืออุณหภูมิ แล้วแต่กรณี ระบบการนำไอระเหยกลับมาใช้ใหม่นี้ในระบบจะบรรจุด้วย ตัวทำละลายกับอากาศ ซึ่งอาจเกิดการระเบิดได้ จึงต้องมีการระมัดระวังในการใช้งานดังนี้

1.เมื่อเกิดปัญหากับระบบการนำไอระเหยกลับมาใช้ใหม่ ควรมีระบบปิดอัตโนมัติ และจัดการแก้ไขโดยเร็ว

2.ควรตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อแน่ใจว่าระบบการนำไอระเหยกลับมาใช้ใหม่

3.ทำงานอยู่ในขีดจำกัดที่ได้ออกแบบไว้

4.ในบริเวณระบบต้องไม่มีแหล่งที่ก่อให้เกิดประกายไฟ

5.ควรติดตั้งอุปกรณ์ดักจับเปลวไฟ  (Flame Arrestor)  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเปลวไฟลุกลาม     สู่แท๊งค์หรือถังจัดเก็บ หากเกิดประกายไฟขึ้น

6.ควรต่อ grounding  หรือ bonding  ที่ท่อทุกท่อ

 

มาตรการที่ต้องปฏิบัติในการขนถ่ายและการจัดเก็บตัวทำละลายที่จัดเป็นสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย

1. โรงงานอุตสาหกรรมที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตตัวทำละลาย ต้องจัดให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมไอระเหยของตัวทำละลายในบริเวณการขนถ่ายและภาชนะบรรจุตัวทำละลาย

2. ท่อและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการขนถ่ายตัวทำละลาย และท่อสำหรับอุปกรณ์ควบคุมไอระเหยของตัวทำละลาย ต้องทำด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตัวทำละลายแต่ละชนิด โดยต้องมีความ  มั่นคงแข็งแรง และไม่ทำปฏิกิริยากับตัวทำละลายนั้น

3. ภาชนะบรรจุที่ใช้จัดเก็บตัวทำละลายทั้งบนดินและใต้ดินต้องได้รับการออกแบบ คำนวณ และก่อสร้าง ให้สามารถรับน้ำหนักของตัวทำละลายและรับแรงกระทำต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อตัวภาชนะบรรจุได้โดยปลอดภัย  และต้องจัดให้มีการตรวจทดสอบสภาพการใช้งานตามมาตรฐานสากลทุก 5 ปี

4.  ภาชนะบรรจุที่จัดเก็บตัวทำละลายต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการเติมตัวทำละลายล้นถัง (High Level Cut-off Device)  เพื่อปิดการทำงานของปั๊มโดยอัตโนมัติ เมื่อตัวทำละลายในภาชนะบรรจุถึงระดับที่กำหนด และต้องมีท่อระบายแรงดันและสูญญากาศเพื่อปรับความดันภายในภาชนะบรรจุตัว   ทำละลาย

5.  ภาชนะบรรจุที่ใช้ขนส่งตัวทำละลายและระบบท่อต้องปราศจากการรั่วซึม และต้องมีการตรวจสอบสภาพการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

6.  การขนถ่ายตัวทำละลายโดยใช้รถบรรทุกชนิดที่มีถังติดตรึงอยู่กับตัวรถ ต้องใช้วิธีการขนถ่ายใต้ถัง (Bottom Loading)  และต้องมีลิ้นนิรภัยระบายแรงดันและสูญญากาศ เพื่อป้องกันถังเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันระหว่างการถ่ายเทตัวทำละลาย

7.  ระบบไฟฟ้าบริเวณควบคุมการขนถ่ายหรือจ่ายตัวทำละลาย ต้องเป็นประเภทที่ใช้ได้ในบริเวณอันตราย ตามมาตรฐานสากล  เช่น  NFPA 40 (National  Electrical Code)  ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ข้อเสนอแนะในการจัดการจัดเก็บ

                1.  ข้อเสนอแนะในการลดการสูญเสียจากถังเก็บโดยเฉพาะถังหลังคาธรรมดา (Fixed Roof Tank)

ถังหลังคาธรรมดา เป็นถังซึ่งทนต่อความดันภายในหรือสูญญากาศได้น้อย เป็นถังซึ่งมีการ   สูญเสียทั้งจาก Standing Storage Loss และจากการบรรจุเป็นปริมาณมาก และเนื่องจากอัตราการสูญเสียเป็นสัดส่วนกับปริมาณที่ว่างในถังและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของถัง   ดังนั้นควรเลือกใช้ถังขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ช่วยลดการสูญเสียจากการระเหยได้เช่น  Breather Valve, Pressure-Vacuum Relief Valve   หรือ Conservation Vent  อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วย   ป้องกันการไหลเข้าของอากาศ หรือการรั่วไหลของไอได้ Breather Valve  ที่ใช้ควรมีลักษณะที่ยอมให้ไอหรืออากาศสามารถไหลออกหรือเข้าได้อย่างรวดเร็ว เมื่อความดันหรือสูญญากาศอยู่เหนือระดับที่ตั้งไว้เล็กน้อย  เป็นตัวกันก๊าซรั่วไหลปราศจากการอุดตันและสะดวกต่อการตรวจสภาพและบำรุงรักษา

2.       ข้อเสนอแนะในการลดการสูญเสียจากการขนถ่าย

การถ่ายตัวทำละลายลงรถบรรทุก ควรทำภายใต้ผิวของตัวทำละลาย (Subsurface)  โดยให้ปลายท่อยื่นไปอยู่ที่ก้นของถัง เพื่อให้การจ่ายหรือถ่ายเทอยู่ใต้ระดับของระดับผิวตัวทำละลาย  ด้วยวิธีนี้การสูญเสียแบบเป็นละออง (Spray  Loss) จะไม่เกิดขึ้น การต่อท่อควรระวังไม่ให้อากาศรั่วเข้าออกได้ เพราะการรั่วไหลเข้าได้ของอากาศและไอจะทำให้เกิดการสูญเสียจากการะเหยมากขึ้น  การถ่ายเทตัวทำละลายเข้าสู่รถบรรทุกนั้นจะใช้ระบบ Tap Loading  โดยต่อท่อเข้าทางด้านบนที่เป็นฝาเปิดปิด  (Man hole)  ระบบจะเกิดการสูญเสียไอระเหยสู่บรรยากาศมาก  วิธีที่ช่วยลดการสูญเสียควรเป็นระบบ  Bottom Loading  คือ ถ่ายน้ำมันเข้าทางด้านล่าง ปิดฝา Man hole  มีท่อต่อให้ไอระเหยผ่านไปยังระบบการนำไอระเหยกลับมาใช้ใหม่

                3.  ข้อเสนอแนะในการลดการสูญเสียในขณะถ่ายเทตัวทำละลายลงสู่ถังจัดเก็บ

ระบบการถ่ายเทจากรถบรรทุกลงถังจัดเก็บหรือถังบรรจุควรได้รับการปรับปรุง ไอที่ถูกแทนที่โดยตัวทำละลายที่เติมจะถูกส่งกลับไปยังถังที่รถ การดึงตัวทำละลายออกจากถังบนรถบรรทุก ทำให้เกิดสูญญากาศ ซึ่งจะทำให้เกิดการดูดไอออกไปจากถังบรรจุไปสู่ถังที่อยู่บนรถ  ไอบางส่วนจะถูกนำกลับไปสู่โรงงานผลิต ส่วนท่อระบายไอของถังบรรจุจะเปิดระหว่างการเติมตัวทำละลาย  เพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของความดันหรือสูญญากาศในระบบ

                4.   การใช้ระบบนำไอกลับคืน  (Vapor Recovery System)

ระบบ Vapor Recovery System   จะสะสมไอจากถังเก็บตัวทำละลาย และส่งเข้าระบบ  ซึ่งมีการควบคุมความดันและสูญญากาศที่ไวมาก และจะกำจัดไอในขณะที่ความดันเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ตัวทำละลายถูกปั๊มเข้าไปในถังหรือระหว่าง Breathing   ไอจะถูกสะสม ถูกอัด และจะนำกลับคืนมาอีกที่โดยการดูดซึม (Absorption)  และการควบแน่น (Condensation)   ดังนั้นการใช้ระบบ Vapour  Recovery  จึงเป็นประโยชน์

                5.  แนวทางอื่น ๆ ที่จะควบคุมการสูญเสีย

วิธีการอื่น ๆ อาจถูกเพิ่มเพื่อช่วยลดความร้อนที่จะถ่ายเทเข้าสู่ถัง เพื่อให้เกิดการสูญเสียจากการระเหยน้อยที่สุด  เช่น  การฉีดน้ำไปที่ตัวถังจะช่วยระบายความร้อนจากตัวถัง การใช้ Mechanical Cooling   เพื่อลดความร้อนเข้าสู่ถัง  การฝัง Storage Tank  ไว้ใต้ดินจะช่วยลดการรับพลังงานแสงอาทิตย์  ซึ่งจะทำให้เกิด Breathing Loss  น้อยมาก  นอกจากนี้ควรพิจารณาความสัมพันธ์ในขณะการเติมและการจ่ายตัวทำละลาย  รวมถึงอุณหภูมิในแต่ละวัน

การเติมหรือถ่ายเทตัวทำละลายลงสู่ Fixed Roof Tank ควรจะกระทำให้สวนที่เป็นไอในถังน้อยที่สุด โดยทำการเติมน้ำมันเข้าถังทันทีหลังจากถ่ายน้ำมันออกไป วิธีนี้จะช่วยลดการสูญเสีย  เนื่องจากทันทีที่ถังถูกทำให้ว่าง ส่วนที่เป็นไอจะมีไฮโดรคาร์บอนปริมาณน้อย เมื่อเติมตัวทำละลายเข้าสู่ถังภายในวันนั้นไอที่ปล่อยออกมาจะมีไฮโดรคาร์บอนเจือจาง

จากการที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะพบว่าในภาคอุตสาหกรรมที่มีการผลิต  การขนส่งตัวทำละลาย (Solvent)  ซึ่งส่วนใหญ่เป็น VOCs แทบทั้งสิ้น จะก่อให้เกิดไอระเหยออกสู่บรรยากาศซึ่งจะมีผลต่อ  สุขอนามัยของประชาชน และมีผลต่อคุณภาพอากาศ  หากยังไม่มีมาตรการที่รัดกุมและการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัดในการนำไปปฏิบัติ และยิ่งนานวันจะเกิดการสะสมมากขึ้นจนยากที่จะทำการแก้ไขได้

 

สารอินทรีย์ไอระเหย (Volatile Organic Compounds) กับสุขภาพ

ในบรรดาสารกลุ่ม halogenated VOCs นี้ trichloroethylene (TCE) ซี่งเป็นสารตัวทำละลายในน้ำยาซักแห้ง น้ำยาละลายคราบน้ำมัน หรือคราบไขมัน และเรซินต่าง ๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรม พบปนเปื้อนได้บ่อยและได้รับการศึกษาค้นคว้าวิจัยมานานมากว่า 30 ปี ในด้านผลกระทบต่อสุขภาพของสัตว์ทดลองและมนุษย์ TCE เป็นก่อมะเร็งร้ายแรงชนิดหนึ่ง (Group 2A carcinogen (probablycarcinogenic to humans) ตามนิยามและการยอมรับของ International Agency for Research on Cancer (IARC) และ World Health Organization (WHO)

สาร VOCs เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือ 1 การหายใจ ได้รับทางปอด 2 การกิน-ดื่มทางปาก และ 3 การสัมผัสทางผิวหนัง หลังจากการเข้าสู่ร่างกายแล้วจะผ่านเข้าสู่ตับ ซึ่งจะมีเอนไซม์และวิถีทาง           เมตะบอลิสม์ (metabolism) หลากหลายที่แตกต่างกัน จะทราบกลไกการเกิดพิษของสาร VOCs ต้องอาศัยความรู้ด้านเภสัชวิทยาและพิษจุลศาสตร์ เช่น สารพิษถูกเปลี่ยนแปลงทางเมตะบอลิสม์ในตับ ในระยะแรก โดยอาศัยเอนไซม์ในระบบ P450 และในระยะหลังรวมตัวกับสาร glutathione ชนิดเอนไซม์ P450 ที่ใช้จะแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของ VOCs เช่น เอนไซม์ชนิด CTP2E1 มีบทบาทมากต่อเมตะบอลิสม์ของ trichloroethylene ซึ่งจะกลายเป็น chloral hydrate และต่อมาถูกเอนไซม์ชนิด CYP2B เร่งปฏิกิริยาเปลี่ยนเป็น trichloroethanol ซึ่งในที่สุดจะถูกขับทิ้งทางปัสสาวะในรูปของ trichloroacetic acid; เซลล์ตับจะทำให้ toluene กลายเป็น benzyl alcohol และ benzoic zcid ละลายในน้ำได้ง่าย แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งความเป็นพิษต่อร่างกายจะมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ช่วงครึ่งชีวิตของสาร VOCs ในร่างกาย              

2. สภาวะความสมบูรณ์ของร่างกาย

3. ระบบการขับถ่ายของเสีย

 

ปัจจัยที่ทำให้สาร VOCs เกิดอันตรายมีความรุนแรงและอาการป่วยมากหรือน้อยมีดังนี้

1. ช่วงชีวิตครึ่งของสาร VOCs ในเลือดการตรวจวัดสารระเหย VOCs ในเลือดสามารถบอกประวัติการได้รับ หรือ การสัมผัส VOCs ในประชากรได้

2. ขึ้นอยู่กับสภาวะภายในร่างกาย และปฏิกิริยาชีวเคมีทางเมตะบอลิสม์ในตับและเนื้อเยื่อ แปรสภาพให้เป็นพิษมากขึ้นหรือน้อยลงได้ และขึ้นอยู่กับปริมาณอัลกอฮอล์หรือสารเคมีอื่นในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อด้วย ตัวอย่างเช่น การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอลจะเพิ่มการดูดซึมและเพิ่มระดับของ 2-butanone และ acetone ในเลือดของนักดื่มเหล้าทั้งหลาย

3. การขับสารพิษทิ้ง สาร VOCs ถูกขับโดยตรงผ่านไตออกมาทางปัสสาวะ ทางลมหายใจ และโดยทางอ้อมผ่านตับ และน้ำดี ถ้าสารนั้นถูกขับออกทิ้งได้ง่าย ความเป็นพิษจะน้อยลงกว่าสารเคมีที่ถูกขับออกทิ้งได้ยาก ตัวอย่าง ผลกระทบของสารอินทรีย์ ไอระเหยต่อระบบต่าง ๆ มีดังนี้

ผลการะทบต่อด้านภูมิคุ้มกัน

สารอินทรีย์ไอระเหยหลายชนิดทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกรบกวนหรือทำลาย ศักยภาพทางการป้องกันโรคการติดเชื้อจะลดและพร่องลงจากเดิม เช่น ในการศึกษาในประชากร 302 คน (อายุ 40-59ปี) ที่ Aberdeen, North Carolina และบริเวณใกล้เคียงโดยการ ตรวจเลือด ตรวจผิวหนังและสัมภาษณ์ พบว่ามีสาร Dichlo (DCE) ในเลือด ในคนที่อยู่ใกล้ที่ทิ้งขยะสารเคมีพิษ (pesticide dump sites) ในระดับเฉลี่ย 4.05 ppb เทียบกับระดับเฉลี่ย 2.95 ppb (p=0.01) กลุ่มควบคุมคนที่อยู่ใกล้มากกว่ายิ่งมีระดับ DCE สูงกว่า ยิ่งอยู่ในบริเวณนาน ๆ ยิ่งได้รับมากชึ้น แตกต่างกับอย่างชัดเจน นอกจากนี้เม็ดเลือดขาวของประชากรดังกล่าวจะมีคุณสมบัติทางภูมิคุ้มกัน (mitoger-induced lymphoproliferativity) ต่ำกว่าเม็ดเลือดขาวในกลุ่มควบคุมอย่างเห็นได้ชัด

 

ผลกระทบต่อระบบประสาท

การได้รับสารอินทรีย์ไอระเหยจะทำให้เกิดอาการทางการกดประสาทหลายอย่าง เช่น การง่วงนอน วิงเวียนปวดศรีษะ ซึมเศร้า หรือหมดสติได้ ในการทดลองกับหนูพุกขาว และหนูถีบจักร์พบว่า การได้รับ 1,1,1-trichloroethane(TRI) 5000 ppm ทางลมหายใจนาน 40 นาที ทำให้การส่งกระแสประสาทผิดปรกติได้ หนูมีการเรียนรู้สิ่งเร้าในสิ่งแวดล้อม ลดลง กลไกคือ TRI ทำให้สาร cyclic GMP ซึ่งเป็นสารทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้เซลล์ประสาททำงาน นั้นมีระดับลดลงและ medulla oblongata คือลดลงจากกลุ่มควบคุม ถึง 55-58 % และระดับ cyclic GMP จะลดมากเมื่อได้รับสารระเหยนานมากขึ้นเป็น 100 นาที

 

ในกลุ่มช่างทำรองเท้า ซึ่งได้รับ VOCs จากการหายใจสารตัวทำละลายสีหรือน้ำยาทำรองเท้า dichloromethane, n-hexane), plastic compounds (isocyanates และ polyvinyl chloride) เป็นประจำ มักจะมีอาการทางประสาทคือ ปวดศรีษะ (65%), จิตใจกังวล(53%), รู้สึกคันที่ขาและเท้า(46%),   เจ็บตา(43%), หายใจลำบากและมีอาการรวมหลายอย่าง (1.1-3.5 %) ในคนตั้งครรภ์ มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์จำนวน 14,000 คนใน Bristol, U.K. ที่ใช้สเปรย์ปรับอากาศ (aerosols) เป็นประจำ ในเลือดมีสารพวก VOCs (Xylene, ketones และ aldehydes) ค่อนข้างสูง และประชาการเหล่านี้จะมีอาการหลายอย่าง เช่น 25% ปวดศรีษะ, 19% มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด, เด็กที่คลอดออกมาแล้วมักมีอาการท้องเสียบ่อยกว่าเด็กกลุ่มอื่น 22 %

 

ผลกระทบเสียหายต่อสุขภาพด้านอื่น

สารอินทรีย์ไอระเหย อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพระบบอื่น ๆ ได้แก่ ระบบพันธุกรรม ระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และระบบประสาท อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ (ตารางที่ 2) และโรคทางระบบสืบพันธุ์ เช่น เป็นหมัน ความพิการของเด็กมีการกลายเพศเป็นต้น

 

ตารางที่ 2   ตัวอย่าง สาร VOCs ที่เป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogen) และสารส่งเสริมการเกิดเนื้องอก (tumor promoter)

และชนิดของมะเร็งที่พบ

สาร VOCs ที่เป็นสารก่อมะเร็งและสารส่งเสริมการเกิดเนื้องอก

ชนิดของมะเร็งที่พบ

Benzene

Acute myeloblastic leukemia

Carbon Tetrachloride

hepatoma

Dichloropropane

-

Ethylbenzene

-

Dichloroethane

-

Pentachloropheno

-

Toluene

-

Trichloroethylene

-

Dichloromethane

-

Vinyl Chloride

-

Hexachlorobenzene

-

Dibromochloropropane

-

Ethylene Dibromide

-

Trihalomethanes

-

Trihalomethnes

-

Trichloroacetylene

lung cancer

Haloacetic Acid

-

 

สาร VOCs หลายชนิดอันตรายโดยการทำลายโครโมโซมเซลล์ ของระบบอวัยวะต่าง ๆ เช่น เม็ดเลือดแดง ตับ ไต ประสาท ดังแสดงในตารางที่ 3             

               

ตารางที่ 3 ตัวอย่างสาร VOCs บางขนิด ผลกระทบต่อระบบเนื้อเยื่อ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สาร VOCs

บริเวณที่เกิดผลกระทบจาก VOCs

ผลกระทบต่อสุขภาพ

Benzene

Hemopoietic system, red blood cell, nerve

ทำลายไขกระดูก เม็ดเลือดแดงแตก โรคโลหิตจาง และอาการหรือโรคทางประสาทส่วนกลาง

Carbon tetrachloride(CCl4)

Liver, CNS

ตับเสื่อม ตับแข็ง

Chloroform(trichloromethane, CHCl3)

Liver, Kidney, heart muscle, eyes, skin

ตับเสื่อม ตับแข็ง ไตเสื่อม หัวใจเต้นผิดปกติ การแสบระคายเคืองของตาและผิวหนัง

Dichlorobenzene (methylene chloride, DCM)

Liver, kidney, blood, skin, eyes, upper respiratory tract

ฤทธิ์แสบ-ระคายเคือง ปอดปวม โรคตับ กดประสาทส่วนกลาง อาจหมดสติและตายได้

Ethyl alcohol (methylene)

Liver, CNS nerve, placenta

ตับเสื่อม ตับแข็ง เร่งการเกิดมะเร็งตับ มีอาการกดประสาท ทำให้ทารกคลอดพิการ

Ethyl benzene (ethylbenzol) n-Hexane

Eyes, CNS nerve, nasal cavity Nerve

ทำให้ระคายเคือง แสบตา แสบจมูก กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ปวดหัว สับสนงุนงง อาจหมดสติได้

Methyl alcohol (methanol)

Liver, CNS nerve

ตับเสื่อม อาการกดประสาท ทำให้ตาบอด

Toluene (methylbenzene,toluol)

CNS nerve

อาการทางประสาทส่วนกลาง

Trichlorobenzene

Liver ,Kidney

ตับแข็ง ตับเสื่อม ไตเสื่อม

1,1, 1-Trichloroethane (methylchloroform)

Liver, Nerve, Kidney

อาการทางประสาทส่วนกลาง ชัก

Xylene (dimethylbenzene)

Skin, nerve

ระคายเคือง โรคผิวหนัง และอาการเกิดจากการกดประสาทส่วนกลาง

 

การป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสารอินทรีย์ไอระเหย

การควบคุมสารเคมีอินทรีย์ระเหยได้ที่ดีที่สุด คือ การป้องกันมิให้มีการใช้สารที่อันตรายสูงต่อสุขภาพโดยไม่จำเป็น หรือหากจำเป็นใช้ ก็ต้องมีวิธีการลดอันตราย ความเสี่ยง และความเป็นพิษให้เหลือน้อยที่สุด โดยมิให้สารเคมี มีการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ในน้ำ อากาศ ดิน อาหาร และเครื่องดื่ม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค มีสาร VOCs 8 ชนิดที่องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) สหรัฐอเมริกา ได้ออกกฏหมายควบคุมมิให้มีหรือมีระดับเกิดค่า maximun contaminant level (MCL) ในน้ำดื่มของแต่ละชนิด

การทำลาย VOCs ทางเคมี ได้มีการนำสาร oxidizers หลายชนิด เช่น ก๊าซโอโซน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และโปตัสเซี่ยมเปอร์มังกาเนต มาใช้เพื่อทำลายสาร VOCs โดยปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้ VOCs หลายกลุ่ม สลายตัว และหมดสภาพความเป็นพิษได้

การทำงายทางชีวภาพ มีการวิจัย co-meatbolism method ที่จะใช้จุลชีพหลายชนิดรวมกันที่สามารถทำปฏิกิริยาทางชีวเคมีกับสารอินทรีย์ไอระเหยได้ โดยอาศัยเอนไซม์ของแบคทีเรียทั้งชนิด anaerobic และ aerobic จะทำให้เกิด oxidation, reduction, dehalogenation ฯลฯ และสาร VOCs (TCE, PCE, DCM, benzene, toluene ) จะถูกทำลายและหมดความเป็นพิษได้

ในทางการแพทย์ได้มีการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารอินทรีย์ไอระเหยเข้าไปในร่างกายและเกิดมีอาการป่วย ต้องใช้วิธีการล้างออก การขับออกในทุกรูปแบบ ทั้งทางกายภาพ ทางเคมีและทางชีวภาพ ให้ท่วงที ก่อนที่สารเคมีนั้นจะสะสมและเกิดความเป็นพิษ วิธีการรักษานั้นกระทำได้ยากและสิ้นเปลืองการรักษา

 

 

 

สรุปการป้องกันและแก้ไข

สารอินทรีย์ไอระเหยมีอันตรายต่อสุขภาพหลายด้าน จะมีมากหรือน้อยแล้วแต่ชนิดและความแตกต่างของสารเคมี ปริมาณที่ได้รับสภาวะทางชีวภาพของร่างกาย เมตะบอลิสม์และปัจจัยอื่น ๆ หากได้รับ VOCs บางชนิดในปริมาณมาก จะทำให้เกิดการทำลายระบบประสาทส่วนกลาง และมีอาการ   กดประสาท เกิดอาการทันทีหรือหมดสติได้ ในการได้รับปริมาณน้อยและนานจะมีปัญหาเรื้อรัง อาจทำให้เกิดมะเร็งและความเสื่อมสภาพของเนี้อเยื่ออวัยวะภายในได้ด้วย การเกิดพิษมีกลไกมาจากคุณสมบัติทางเคมีของ VOCs ที่ทนทานต่อการสลายตัวทางชีวภาพ แต่สามารถรวมตัวกับสารชีวโมเลกุล ดีเอ็นเอ โปรตีน ลิปิดได้ ทำให้ปฏิกิริยาชีวเคมีในเซลล์ถูกรบกวนและหลุดชะงักการแก้ไขปัญหาของสารเคมี  ไอระเหยนั้น อาจทำลาย VOCs ทางเคมีโดยการใช้ ก๊าซโอโซน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และสาร   ออกซิไดส์อื่น หรือทางชีวะภาพใช้จุลลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลาย VOCs ได้ การรักษาผู้ป่วยนั้นมีความลำบากยุ่งยากมาก การควบคุมโดยการป้องกันและการลดความเสี่ยงต่อสารอินทรีย์ไอระเหยในระดับต่าง ๆ จะเป็นวิธีการที่ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

--------------------------------------------------

 

เอกสารอ้างอิง

1.       Andelman JB. Human exposures to volatile halogenated organic chemicals in indoor and outdoor air. Environ Health Perspect 62:313-318, 1985

2.       Andelman JB. Inhalation exposure in the home to volatile organic contaminants of drinking water. Sci total Environ 47:443-460. 1985

3.       Austin CC, Wang D. Characterization of volatile organic compounds in smoke at municipal structural fires. Ecobichon DJ, Dussault G.J Toxicol Environ Health 2001 Jul 20;63(6):437-58

4.       Beliles RP. Brucik DJ, Mecler FJ. Teratogenic-mutagenic risk of work place contaminants. Trichloroethlyene, perchloroethlyene. Perchlorethylene, and carbon disulfide. U.S. Department of Health, Education and Welfare. Contract no 210-77-0047,1980

5.       Churchill JE, Ashley DL, Kaye WE. Recant chemical exposures and blood volatile organic compound levels in a large population-based sample. Arch Environ Health 2001 Mar-Apr;56(2):157-66.

6.       Cockerham, LG. , Shane, BS. Basic Environmental Toxicology, CRC Press Inc., USA. 1994.

7.       Dawson BV, Johnson PD, Goldberg SJ et al. Cardiac teratogenesis of halogenated hydrocarbon-contaminared drinking water. J Am Coll Cardiol 21:1466-1472, 1993.

8.       Goodwin TM. Toluene abuse and renal tubular acidosis. Obstet Gynecol 71:715-718, 1988.

9.       Hersh JH, Podruch PE, et al. Toluene embryopathy. J Pediatr 106:922-927, 1985.

10.    Isaacson LG, Toylor DH. Maternal exposures to 1,1,2-trichloroethylene affects myelin in the hippocampal formation of the developing rat. Brain Res 488:403-407, 1989.

11.    Manson JM, Murphy M, Richdale N, Smith MK. Effect of oral exposure to trichloroethlylene on female reproductive function. Toxicology 32:229-242, 1984.

12.    Nijem K, Kristensen P, Al-Khatib A, Takrori F, Bjertness E. Prevalence of neuropsychiatric and mucous membrane irrtation complaints among Palestinian shoe factory workers exposed to organic solvents and plastic compounds. Am J Ind Med 2001 Aug;40(2):192-8.

13.    Office of Environmental Health Hazard Assessment. Safe Drinking Water and Toxic Enforcement Act of 1986 (Prop. 65) : Status Report. California Environmental Protection Agency. January 1994.

14.    Schwetz BA, Leong KJ, Gehring PJ. The effect of maternally inhaled trichloroethylene, perchloroethylene, methly chloroform, and methylene chloride on embryonal and fetal development in mice and rats. Toxicol Appl Pharmacol 32:84-96, 1975.

15.    Wallace LA, Pellizzari ED. Hartwell TD et al. The influence of personal activities on exposure to volatile organic compounds. Environ Res 50:37-55,1989.9

16.    Windham GC, Shusterman D, Swan SH, et al. Exposure to organic solvents and adverse pregnancy outcome. Am J Ind Med 20:241-259, 1991.

17.    You L, Dallas CE. Effects of inhaled 1,1,1-trichloroethene on the regional brain, cyclic GMP levels in mice and rats. J Toxicol Environ Health 2000 Jul 14;60(5):331-41.

18.    อรอนงค์  ทรงกิตติ. สำนักเทคโนโลยีน้ำและการจัดการมลพิษโรงงาน. กรมโรงงานอุตสาหกรรม